BTS ชิดลม MRT รัชดา  โทร : 095-775-9386 

      

แดดอ่อนแต่ฝ้าเข้มขึ้น? ทำไมหน้าฝนปลายปีฝ้าถึงกำเริบ

Share

สารบัญ

แดดอ่อนแต่ฝ้าเข้มขึ้น? ทำไมหน้าฝนปลายปีฝ้าถึงกำเริบ

ช่วงปลายปีที่อากาศเย็นลงและฝนตกบ่อย หลายคนอาจคิดว่าฝ้าจะดีขึ้นเพราะแดดอ่อนลง แต่กลับพบว่าฝ้าเข้มขึ้นหรือฝ้าชัดขึ้นกว่าช่วงหน้าร้อนเสียอีก! ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทั้งที่แทบไม่ได้ออกแดดแรง ๆ วันนี้เรามาหาคำตอบกันว่าฝ้าเข้มขึ้นเกิดจากอะไร และควรดูแลผิวอย่างไรให้ฝ้าจางลงแบบปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ

ทำความเข้าใจฝ้าคืออะไร

ฝ้าเป็นภาวะที่เม็ดสีเมลานินใต้ผิวผลิตออกมามากเกินไป ทำให้เกิดจุดหรือรอยคล้ำบนใบหน้า ซึ่งมักจะเห็นได้ชัดบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก หรือเหนือริมฝีปาก คนจำนวนมากเรียกว่า “หน้าเป็นฝ้า” หรือ “ฝ้าที่หน้า” ซึ่งอาจมีทั้งแบบฝ้าจาง ๆ และแบบฝ้าเข้มที่เห็นเด่นชัด

ฝ้าเกิดจากอะไร?

โดยทั่วไปฝ้าเข้มขึ้นเกิดจากการกระตุ้นของรังสี UV จากแสงแดด ซึ่งไปกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์สร้างเม็ดสีมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงฝ้าไม่ได้เกิดเฉพาะจากแสงแดดเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หรือกินยาคุม)
  • การใช้เครื่องสำอางหรือครีมที่มีสารต้องห้าม
  • ความเครียดสะสมและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
  •  มลภาวะและความร้อนในอากาศ

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ฝ้าขึ้นหน้าได้ง่ายขึ้น แม้ในช่วงที่อากาศไม่ร้อนจัดก็ตาม

ฝ้าแบ่งได้หลัก ๆ เป็น 3 ชนิด ได้แก่

  1. ฝ้าตื้น – อยู่ในชั้นหนังกำพร้า เห็นเป็นรอยจาง ๆ รักษาได้ง่าย
  2. ฝ้าลึก – อยู่ในชั้นหนังแท้ สีเข้มและรักษายาก
  3. ฝ้าผสม – พบได้บ่อยที่สุด มีทั้งฝ้าตื้นและลึกปนกัน

การรู้ชนิดของฝ้าที่มีบนใบหน้าช่วยให้เราเลือกวิธีรักษาฝ้าได้อย่างถูกต้องและตรงจุด

ทำไมหน้าฝนปลายปีฝ้าเข้มขึ้นทั้งที่แดดไม่แรง

หลายคนสงสัยว่าทำไมช่วงปลายปีที่ฟ้าครึ้มฝนตกแทบทุกวัน ถึงยังมีฝ้าขึ้นหน้าหรือฝ้าชัดขึ้นทั้งที่แทบไม่ได้เจอแดดแรง ๆ เหตุผลคือถึงแดดจะอ่อนลง แต่รังสี UV และรังสีอินฟราเรดยังมีอยู่ ซึ่งสามารถทะลุผ่านเมฆและกระจกได้

  1. แสง UV และรังสีอินฟราเรดที่ยังมีอยู่ : แม้ฟ้าจะครึ้ม แต่รังสี UVA และ UVB ยังส่องถึงผิวได้กว่า 80% ของวันที่มีเมฆ ดังนั้นหากละเลยการทาครีมกันแดด เพราะคิดว่าไม่มีแดดก็ไม่ต้องทา ก็อาจทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ง่ายมากโดยไม่รู้ตัว
  2. ความชื้นและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อผิว : หน้าฝนมีความชื้นสูง ทำให้ผิวผลิตน้ำมันมากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้รูขุมขนอุดตัน และกระตุ้นให้ผิวอักเสบจนเกิดฝ้าขึ้นหรือฝ้าที่หน้ามากกว่าเดิม นอกจากนี้อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงบ่อยยังทำให้ผิวอ่อนแอ เสี่ยงต่อการกระตุ้นเม็ดสี
  3. ฮอร์โมนและความเครียดจากสภาพอากาศ : เมื่อร่างกายต้องปรับตัวต่อสภาพอากาศเย็นลง บางคนอาจเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อฮอร์โมนคอร์ติซอล และนำไปสู่การสร้างเม็ดสีมากเกินไปในบางจุด นี่เองที่ทำให้ฝ้าชัดขึ้นแม้แดดจะไม่แรง

ปัจจัยที่ทำให้ฝ้าชัดขึ้นหรือฝ้าเข้มขึ้นเกิดจากอะไร

หลายคนพยายามดูแลผิวแต่กลับพบว่าฝ้าขึ้นเต็มหน้าหรือฝ้าเข้มขึ้นจนหมดความมั่นใจ ทั้งที่ดูเหมือนจะทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว ลองมาดูกันว่ามีปัจจัยใดบ้างที่อาจทำให้ฝ้ากำเริบโดยไม่รู้ตัว

  1. .การไม่ทาครีมกันแดดในวันที่ฟ้าครึ้ม : อย่างที่กล่าวไป แสง UV สามารถทะลุเมฆได้ แม้ไม่ได้ออกกลางแจ้ง การเดินในบ้านหรือทำงานใกล้หน้าต่างก็ยังโดนรังสีได้เช่นกัน การละเลยครีมกันแดดจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ฝ้าเข้มขึ้นเกิดจากการได้รับ UV โดยตรงทุกวันโดยไม่รู้ตัว
  2. การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองผิว : บางคนใช้ครีมลดฝ้าที่มีสารกัดผิวแรง เช่น ไฮโดรควิโนน หรือกรดเร่งผลัดเซลล์มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้ผิวบางและไวต่อแสง เมื่อเจอรังสีแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ฝ้าเข้มขึ้นหรือฝ้าขึ้นหน้าได้ง่ายกว่าเดิม
  3. การนอนพักผ่อนไม่พอและพฤติกรรมการกิน : การนอนดึก ดื่มกาแฟมาก หรือรับประทานอาหารมันจัด ทำให้ร่างกายเกิดความเครียดจากภายใน ส่งผลต่อการสร้างเม็ดสีใต้ผิว ทำให้ฝ้าขึ้นและฝ้าชัดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับแดดเลย

เคล็ดลับดูแลผิวให้ฝ้าจางลงอย่างปลอดภัย

การดูแลผิวให้ฝ้าจางลงไม่ใช่เรื่องที่ต้องพึ่งสารเคมีแรง ๆ เสมอไป เพราะการฟื้นฟูผิวด้วยวิธีที่ถูกต้องและต่อเนื่องจะช่วยให้เห็นผลอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่ผิวอาจอ่อนแอ ควรเน้นการบำรุงและปกป้องไปพร้อมกัน

  1. ปรับไลฟ์สไตล์ให้เหมาะกับสภาพอากาศ : ทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าฝนตกหรือแดดออก พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียดดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหลีกเลี่ยงการขัดผิวแรง ๆ เพราะอาจทำให้ฝ้ากำเริบ
  2. สครับผิวและมาสก์หน้าอย่างถูกวิธี : การสครับผิวช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วและทำให้ผิวดูสว่างขึ้น แต่ควรเลือกสูตรอ่อนโยน เช่น สครับจากน้ำตาลทรายแดงผสมโยเกิร์ต , มาสก์หน้าด้วยขมิ้นชันและน้ำผึ้ง , ใช้เจลว่านหางจระเข้แทนมาสก์เคมี ควรสครับสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเท่านั้น เพื่อไม่ให้ผิวบางเกินไป เพราะหากผิวอ่อนแอมากจะยิ่งทำให้ฝ้าชัดขึ้นและฝ้าเข้มขึ้นได้ง่าย
  3. โภชนาการช่วยลดฝ้าที่หน้า : อาหารที่เรากินทุกวันมีผลโดยตรงต่อผิว ถ้าอยากให้ฝ้าจาง ๆ ดูดีขึ้นจากภายใน ควรเน้นอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุช่วยต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี จากผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม ฝรั่ง มะขามป้อม , วิตามินอี จากถั่วและน้ำมันพืชธรรมชาติ , สังกะสี (Zinc) จากไข่แดงและอาหารทะเล , ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เพื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารมันจัด ของทอด ของหวาน และแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้กระตุ้นการอักเสบของผิว และอาจทำให้ฝ้าขึ้นเต็มหน้าหรือฝ้าเข้มขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม
  4. ป้องกันไม่ให้ฝ้าขึ้นหน้าซ้ำอีก : แม้จะรักษาฝ้าได้แล้ว แต่ถ้าไม่ดูแลต่อเนื่องฝ้าขึ้นหน้าก็สามารถกลับมาได้อีก การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนี้ ทาครีมกันแดดทุกวัน แม้อยู่ในร่มหรือวันที่ไม่มีแดด เพราะรังสี UV มีอยู่เสมอ , ใช้หมวกหรือร่มกันแดด เมื่ออยู่กลางแจ้งนาน ๆ , หลีกเลี่ยงการใช้ครีมผสมสารต้องห้าม เช่น ไฮโดรควิโนน หรือสเตียรอยด์ , บำรุงผิวด้วยเซรั่มลดเม็ดสี ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี อาร์บูติน หรือกลูตาไธโอน , พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะฮอร์โมนคอร์ติซอลจากความเครียดทำให้ฝ้าเข้มขึ้นเกิดจากภาวะภายในร่างกายที่ไม่สมดุล

 

สรุป ฝ้าขึ้นเต็มหน้าไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่แก้ได้หากรู้วิธี

แม้จะเป็นช่วงหน้าฝนหรือปลายปีที่แดดอ่อน แต่ก็ยังมีรังสี UV ที่มองไม่เห็นซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ฝ้าเข้มขึ้นหรือฝ้าชัดขึ้นได้ นอกจากนี้ความชื้น อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นให้ฝ้าขึ้นหน้าได้ง่าย การดูแลผิวให้ห่างไกลจากฝ้าไม่จำเป็นต้องพึ่งครีมแรง ๆ เสมอไป เพราะการปรับพฤติกรรมอย่างง่าย เช่น ทาครีมกันแดดทุกวัน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน รับประทานอาหารดีต่อผิว และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็สามารถช่วยให้ฝ้าจางลงอย่างเป็นธรรมชาติ และยังป้องกันไม่ให้ฝ้าขึ้นเต็มหน้าซ้ำอีกในอนาคต

การรักษาฝ้าให้ดีขึ้นนั้นต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ อย่าคาดหวังว่าฝ้าจะหายขาดภายในไม่กี่วัน แต่หากเลือกวิธีที่ถูกต้องและเหมาะกับสภาพผิว คุณจะเห็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและปลอดภัยอย่างแน่นอน

โปรแกรมรักษาฝ้า SMAPS รักษาฝ้าแบบไม่ใช้ความร้อน

โปรแกรมรักษาฝ้า SMAPS ของ Chula Doctor Wellness เป็นนวัตกรรมการดูแลผิวแบบล้ำลึกที่มุ่งซ่อมแซมปัญหาฝ้า กระ และจุดด่างดำตั้งแต่ระดับเซลล์ โดยไม่ใช้ความร้อนเหมือนเลเซอร์ จึงปลอดภัยกับทุกสภาพผิว รวมถึงผิวแพ้ง่าย จุดเด่นของโปรแกรมนี้คือช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง ลดการสร้างเม็ดสีเมลานินส่วนเกิน ทำให้ฝ้าจางลงอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่มีสะเก็ดหรือรอยแผล หลังทำสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที เหมาะกับผู้ที่มีฝ้าเรื้อรัง ฝ้าฮอร์โมน หรือฝ้าที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น ซึ่ง SMAPS จะช่วยให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้นและลดโอกาสที่ฝ้าจะกลับมาอีกครั้ง เป็นทางเลือกใหม่ของการรักษาฝ้าที่เน้นผลลัพธ์ระยะยาวและความปลอดภัยสูงสุด

สนใจปรึกษาฟรี
model

รับคำปรึกษาและรับ

สิทธิพิเศษ

กรุณากรอกเบอร์โทรเฉพาะตัวเลข 10 หลักเท่านั้น
close