BTS ชิดลม MRT รัชดา  โทร : 095-775-9386 

      

5 สัญญาณว่าระบบเผาผลาญของคนอายุ 40+ เสื่อมลง และกำลังทำให้น้ำหนักค้างไม่ลง

Share

สารบัญ

5 สัญญาณว่าระบบเผาผลาญของคนอายุ 40+ เสื่อมลง และกำลังทำให้น้ำหนักค้างไม่ลง

     เมื่ออายุย่างเข้าสู่เลข 4 หลายคนเริ่มสังเกตว่าร่างกายไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งความสดชื่นที่ลดลง ความล้าแบบหาสาเหตุไม่ได้ หรือที่หนักที่สุดคือ “น้ำหนักค้าง ลดไม่ลง” ทั้งที่กินน้อยลง ออกกำลังกายมากขึ้น แต่ตัวเลขบนตาชั่งกลับไม่ขยับเหมือนตอนวัย 20–30 เลย ซึ่งเรื่องนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่ปัญหาเดียวของคุณ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่วัย 40+ เพราะระบบเผาผลาญของร่างกายเริ่มทำงานช้าลงแบบเป็นธรรมชาติ

ระบบเผาผลาญ (Metabolism) คือกระบวนการที่ร่างกายเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงานสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การหายใจ การย่อยอาหาร การเดิน ไปจนถึงการทำงานของสมอง แต่เมื่ออายุมากขึ้น ระบบการเผาผลาญของร่างกายจะเริ่มลดความเร็วลงโดยที่เราไม่รู้ตัว ส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้น้อยลง แม้จะกินเท่าเดิมก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงรู้สึกว่าน้ำหนักค้าง เพราะระบบเผาผลาญพังกว่าตอนวัยรุ่นมาก เพื่อให้คุณสังเกตตัวเองง่ายขึ้น บทความนี้จึงรวบรวม 5 สัญญาณสำคัญที่บอกว่าระบบเผาผลาญของคนวัย 40+ กำลังถดถอย ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้น้ำหนักค้าง ลดไม่ลง แม้คุณจะพยายามแค่ไหนก็ตาม

สัญญาณที่ 1 : น้ำหนักค้าง ลดไม่ลง ทั้งที่ทำทุกอย่างเหมือนเดิม

หนึ่งในสัญญาณที่โดดเด่นที่สุดของระบบเผาผลาญเสื่อมคือ “น้ำหนักค้าง” แบบหาสาเหตุไม่เจอ หลายคนปรับอาหารแล้ว ลดหวาน ลดแป้ง กินน้อยลง ออกกำลังกายหนักขึ้น แต่น้ำหนักยังเหมือนเดิมไม่ขยับเลย หรือขยับแค่เล็กน้อยแล้วค้างยาวเป็นเดือน จนเริ่มสงสัยว่าน้ำหนักค้างเกิดจากอะไรกันแน่ ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่มักโยงไปที่ระบบเผาผลาญพังแบบเงียบ ๆ

เมื่อระบบการเผาผลาญทำงานช้าลง ร่างกายจะใช้พลังงานน้อยลงโดยอัตโนมัติ เช่น เมื่อก่อนกินข้าวหนึ่งจานอาจเผาผลาญได้หมด แต่ตอนอายุเกิน 40 ระบบเผาผลาญของร่างกายต้องใช้เวลานานกว่าจะเผาผลาญพลังงานเท่าเดิม ทำให้อาหารที่เคยย่อยและใช้ได้ง่าย กลับกลายเป็นส่วนเกินสะสมเป็นไขมันแทน นี่คือเหตุผลว่าทำไมน้ำหนักค้าง เพราะร่างกายเผาผลาญช้ากว่าก่อนมาก แม้จะกินเหมือนเดิมก็ตาม

สัญญาณที่ 2 : เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย พลังงานต่ำผิดปกติ

เมื่อระบบการเผาผลาญของร่างกายเริ่มทำงานช้าลง ร่างกายจะผลิตพลังงานได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด หลายคนอายุ 40+ จึงเริ่มรู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แม้จะไม่ทำกิจกรรมหนักเหมือนเมื่อก่อน แค่เดินขึ้นบันไดหรือทำงานบ้านก็รู้สึกหมดแรงอย่างรวดเร็ว นี่คือผลโดยตรงจากระบบเผาผลาญร่างกายที่ช้าลงจนทำให้เซลล์ต่าง ๆ ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการล้าเรื้อรังตลอดวัน บางคนตื่นเช้ามาแล้วยังรู้สึกไม่สดชื่น แสดงว่าระบบเผาผลาญของร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าเริ่มเสื่อมลงแล้ว และถ้าไม่รีบฟื้นฟู นอกจากพลังงานจะลดลงเรื่อย ๆ ยังทำให้ลดน้ำหนักยากขึ้นจนกลายเป็นน้ำหนักค้างแบบไม่รู้สาเหตุอีกด้วย

สัญญาณที่ 3 : หนาวง่าย สะท้าน มือเท้าเย็นบ่อย

อุณหภูมิร่างกายของมนุษย์ถูกควบคุมโดยระบบเผาผลาญ เมื่อระบบเผาผลาญพังหรือทำงานช้าลง การสร้างความร้อนในร่างกายจะลดลงทันที ทำให้หลายคนวัย 40+ เริ่มสังเกตว่าตนเอง “หนาวง่ายผิดปกติ” ทั้งที่อากาศไม่ได้เย็นมาก มือเท้าเย็นบ่อย รู้สึกสะท้านง่ายเมื่อเจอลม หรือแม้แต่การอยู่ในห้องแอร์ระดับปกติยังรู้สึกตัวเย็นตลอดเวลา ซึ่งอาการเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ที่สัมพันธ์กับระบบการเผาผลาญของร่างกาย หากไทรอยด์ทำงานช้าลง ระบบเผาผลาญของร่างกายจะลดระดับลงทันที และมักมาพร้อมอาการเหนื่อยง่าย น้ำหนักค้าง และอารมณ์แปรปรวนร่วมด้วย

สัญญาณที่ 4 : ท้องผูก ระบบขับถ่ายช้าลง

ระบบขับถ่ายเป็นอีกตัวชี้วัดสำคัญของประสิทธิภาพระบบเผาผลาญ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การเคลื่อนไหวของลำไส้จะช้าลงตามการทำงานของระบบการเผาผลาญที่ลดลง ทำให้เกิดอาการท้องผูกบ่อย ขับถ่ายยาก หรือรู้สึกแน่นท้องตลอดวัน และเมื่อของเสียค้างในร่างกายนานขึ้น จะยิ่งทำให้น้ำหนักค้าง เพราะร่างกายกักเก็บของเสียและน้ำส่วนเกินไว้ ยิ่งกว่านั้นการขับถ่ายที่ไม่ดีจะทำให้รู้สึกอึดอัด ท้องป่อง และลดประสิทธิภาพการเผาผลาญเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งขั้น ใครที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังช่วงอายุ 40+ จึงควรจับตาเป็นพิเศษ เพราะนี่คือสัญญาณชัด ๆ ว่าระบบเผาผลาญร่างกายกำลังรวน และควรเร่งหาวิธีทําให้ระบบเผาผลาญดีขึ้นโดยด่วน

สัญญาณที่ 5 : ไขมันสะสมเพิ่ม โดยเฉพาะรอบเอวและหน้าท้อง

ไขมันที่สะสมบริเวณหน้าท้อง เอว ต้นแขน และสะโพก คือผลลัพธ์โดยตรงของระบบเผาผลาญพัง เพราะเมื่อระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ไม่ดี ร่างกายจะเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในรูปของไขมันแทนที่จะนำไปใช้ โดยเฉพาะผู้หญิงวัย 40+ ที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว จะยิ่งสะสมไขมันบริเวณท้องง่ายขึ้น จนกลายเป็นน้ำหนักค้างที่ลดอย่างไรก็ไม่ลง แม้จะพยายามออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารแล้วก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพราะกินเยอะขึ้น แต่เป็นเพราะระบบเผาผลาญร่างกายเผาผลาญน้อยลงนั่นเอง หากคุณเริ่มเห็นว่าไขมันหน้าท้องเพิ่มทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรต่างจากเดิม นั่นคือสัญญาณว่าต้องรีบกระตุ้นระบบเผาผลาญให้กลับมาทำงานเต็มที่อีกครั้ง

ระบบเผาผลาญพังเกิดจากอะไร?

เมื่อพูดถึงปัญหาระบบเผาผลาญพังเกิดจากอะไร หลายคนมักโทษตัวเองว่าเพราะกินเยอะหรือออกกำลังกายน้อยเท่านั้น แต่ความจริงแล้วระบบการเผาผลาญของร่างกายได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย โดยแต่ละปัจจัยล้วนมีผลให้ระบบเผาผลาญร่างกายทำงานช้าลงแบบไม่รู้ตัว หากเข้าใจสาเหตุเหล่านี้ จะช่วยให้สามารถฟื้นฟูระบบเผาผลาญได้ตรงจุดและเห็นผลชัดเจนขึ้น

1. อายุ

อายุเป็นปัจจัยแรกที่ทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายเสื่อมลงตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหลังอายุ 30 ปีขึ้นไป มวลกล้ามเนื้อจะเริ่มลดลงปีละ 3–8% ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้น้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อถึงช่วงอายุ 40+ ความเสื่อมนี้จะชัดเจนขึ้นมาก ส่งผลให้เกิดน้ำหนักค้าง เพราะร่างกายเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานโดยอัตโนมัติ แม้จะกินเท่าเดิมหรือกินน้อยลงก็ตาม นอกจากนี้ระบบย่อยอาหารและระบบการเผาผลาญของร่างกายจะช้าลงตามอายุ ทำให้รู้สึกอืด แน่นท้อง หรือย่อยยากขึ้น การฟื้นฟูระบบเผาผลาญจึงต้องเริ่มจากการดูแลร่างกายตามวัย ไม่ฝืนวิธีวัยรุ่น และให้ความสำคัญกับการเพิ่มกล้ามเนื้อเป็นอันดับแรก

2. ฮอร์โมน

ฮอร์โมนคือหัวใจสำคัญของระบบการเผาผลาญของร่างกาย โดยเฉพาะในวัย 40+ ที่ฮอร์โมนหลายตัวเริ่มลดลง เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์ เอสโตรเจน เทสโทสเทอโรน และคอร์ติซอลที่มักสูงขึ้นจากความเครียด ฮอร์โมนที่ไม่สมดุลทำให้ระบบเผาผลาญพังอย่างเงียบ ๆ เช่น ไทรอยด์ต่ำทำให้หนาวง่าย อ่อนเพลีย และน้ำหนักค้าง ส่วนเอสโตรเจนต่ำทำให้ไขมันสะสมรอบเอวมากขึ้น ขณะที่คอร์ติซอลสูงจะทำให้ร่างกายเก็บไขมันไว้เป็นพิเศษ ฟังดูอาจซับซ้อน แต่ความจริงคือฮอร์โมนมีผลกับทุกอย่างในร่างกาย หากเริ่มรู้สึกถึงสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบปรับพฤติกรรมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินระดับฮอร์โมนก่อนที่ระบบเผาผลาญร่างกายจะรวนหนักกว่าเดิม

3. ขาดการออกกำลังกาย

การไม่ออกกำลังกายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ระบบเผาผลาญพัง เพราะกล้ามเนื้อคือเครื่องยนต์สำคัญในการเผาผลาญพลังงาน เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะสูญเสียกล้ามเนื้อโดยธรรมชาติ หากไม่เสริมสร้างเพิ่ม ระบบการเผาผลาญของร่างกายจะช้าลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นน้ำหนักค้าง ลดไม่ลง แม้จะลดอาหารแล้วก็ตาม นอกจากนี้การไม่ขยับร่างกายยังทำให้ระบบไหลเวียนเลือดแย่ลง ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานได้น้อยลงอีก วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือเพิ่มกิจกรรมระหว่างวัน เช่น เดิน 10,000 ก้าว ยืดเหยียดเป็นระยะ และออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งอย่างน้อย 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อฟื้นระบบเผาผลาญให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น

4. ความเครียดและการนอนหลับ

ความเครียดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ระบบเผาผลาญร่างกายรวน เพราะเมื่อเครียด ร่างกายจะหลั่งคอร์ติซอลสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะสะสมไขมัน โดยเฉพาะที่หน้าท้อง อีกทั้งยังทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า หิวบ่อย และอยากอาหารหวาน ซึ่งล้วนส่งผลให้ระบบการเผาผลาญพังลงเรื่อย ๆ ส่วนการนอนหลับไม่พอทำให้ฮอร์โมนความหิวเพิ่มขึ้น และฮอร์โมนที่ควบคุมความอิ่มลดลง ส่งผลให้กินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อทั้งเครียดและนอนน้อยรวมกัน น้ำหนักค้างก็เกิดขึ้นแน่นอน การฟื้นฟูระบบเผาผลาญจึงต้องเริ่มจากการจัดการความเครียดและปรับคุณภาพการนอนให้ดีขึ้นก่อนเสมอ

5. การอดอาหารหรือไดเอทผิดวิธี

การอดอาหารหนัก ๆ หรือคุมแคลอรีต่ำเกินไปเป็นเวลานานอาจทำให้น้ำหนักลดเร็วในช่วงแรก แต่ผลที่ตามมาคือระบบเผาผลาญพังอย่างรุนแรง เพราะร่างกายจะปรับตัวเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานทันที ทำให้เผาผลาญน้อยลง สะสมไขมันมากขึ้น และนำไปสู่น้ำหนักค้าง ลดไม่ลงในที่สุด เมื่อระบบเผาผลาญของร่างกายพังจากการไดเอทผิดวิธี จะทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย หิวบ่อย และโยโย่ง่าย วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือกินให้เพียงพอในทุกมื้อ เน้นโปรตีน ผัก ไขมันดี และลดการกินหวานแบบสุดโต่ง การฟื้นฟูระบบเผาผลาญให้ดีขึ้นต้องเริ่มจากการเลิกอดอาหาร และหันมากินอย่างสมดุลแทน

ระบบเผาผลาญพังควรทำยังไง?

เมื่อรู้แล้วว่าระบบเผาผลาญพังเกิดจากอะไร ขั้นตอนต่อไปคือการฟื้นฟูระบบการเผาผลาญให้กลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ด้วยวิธีที่ง่ายกว่าที่คิด อย่างแรกคือการเพิ่มกล้ามเนื้อผ่านเวทเทรนนิ่งหรือการออกกำลังกายที่เน้นแรงต้าน เพราะกล้ามเนื้อคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น ต่อมาคือการเลือกรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เนื่องจากโปรตีนช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญและลดความอยากอาหารได้อย่างดี นอกจากนี้ควรปรับคุณภาพการนอนให้เพียงพอ ลดความเครียด ดื่มน้ำมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการอดอาหารแบบหักโหมที่ทำให้ระบบเผาผลาญพังหนักกว่าเดิม หากทำได้ครบทุกด้านอย่างสม่ำเสมอ ระบบเผาผลาญร่างกายจะฟื้นกลับมาและช่วยให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นอย่างเห็นผล

น้ำหนักค้างทําอย่างไร? วิธีแก้น้ำหนักค้างให้ได้ผลจริง

การแก้น้ำหนักค้างไม่ใช่เรื่องของวินัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุ นั่นคือการฟื้นฟูระบบการเผาผลาญก่อนเป็นอันดับแรก หากคุณสงสัยว่าน้ำหนักค้างเกิดจากอะไร ให้เริ่มจากการประเมินพฤติกรรมของตัวเอง เช่น นอนดึก ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ กินโปรตีนน้อย หรือมีความเครียดสูง สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ระบบเผาผลาญร่างกายทำงานช้าลงจนลดน้ำหนักไม่ได้ จากนั้นให้เริ่มปรับด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น กินให้ครบมื้อ เพิ่มผักโปรตีน เพิ่มการขยับร่างกายระหว่างวัน รวมถึงออกกำลังกายแบบผสมทั้งคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง หากยังไม่เห็นผล อาจเพิ่มการทำ IF อย่างเหมาะสมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูระดับฮอร์โมนและการทำงานของไทรอยด์ เมื่อระบบเผาผลาญกลับมาดี น้ำหนักค้างก็จะเริ่มลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฝืนและไม่โยโย่อีกด้วย

วิธีลดน้ำหนักด้วยการฟื้นฟูระบบเผาผลาญ และจะทำให้การลดน้ำหนักกลายเป็นเรื่องง่ายปลอดภัยและยั่งยืน

สรุป ฟื้นระบบเผาผลาญให้กลับมา ทำให้ลดน้ำหนักได้อีกครั้ง

สัญญาณทั้ง 5 ข้อนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่าระบบเผาผลาญของร่างกายอาจกำลังเสื่อมลง โดยเฉพาะในช่วงอายุ 40+ ที่การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและมวลกล้ามเนื้อทำให้ระบบการเผาผลาญช้าลงอย่างเห็นได้ชัด หากคุณกำลังเผชิญปัญหาน้ำหนักค้าง ลดไม่ลง เหนื่อยง่าย หนาวง่าย หรือไขมันสะสมเพิ่ม นั่นอาจหมายความว่าระบบเผาผลาญพังกว่าที่คิด การฟื้นฟูระบบเผาผลาญไม่ใช่เรื่องยาก เพียงปรับพฤติกรรมพื้นฐานให้ถูกต้องและสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะค่อย ๆ กลับมาเผาผลาญดีขึ้น และคุณจะสามารถลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นอีกครั้งอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

สำหรับผู้ที่ต้องการแนวทางฟื้นฟูระบบเผาผลาญอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนะนำโปรแกรมลดน้ำหนัก LISA ของ CHULADOCTOR WELLNESS ที่ออกแบบโดยแพทย์ โดยใช้โปรแกรม LISA ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ฟื้นระบบเผาผลาญ และออกแบบโปรแกรมลดน้ำหนักเฉพาะบุคคลโดยไม่เน้นการอดอาหาร เพื่อให้คุณกลับมามีระบบเผาผลาญดีอย่างยั่งยืน

สนใจปรึกษาฟรี
model

รับคำปรึกษาและรับ

สิทธิพิเศษ

กรุณากรอกเบอร์โทรเฉพาะตัวเลข 10 หลักเท่านั้น
close