BTS ชิดลม MRT รัชดา  โทร : 095-775-9386 

      

ฝนตก = ปลอดภัยจากฝ้า? ความเข้าใจผิดที่ทำให้หน้าพัง

Share

สารบัญ

ฝนตก = ปลอดภัยจากฝ้า? ความเข้าใจผิดที่ทำให้หน้าพัง

หลายคนอาจเคยได้ยินคำพูดว่า “ฝนตกไม่ต้องกลัวแดด” หรือ “หน้าฝน ฝ้ามาไม่ถึง” ซึ่งความเชื่อนี้ทำให้หลายคนละเลยการดูแลผิวหน้าในฤดูฝน แต่แท้จริงแล้วฝ้ายังคงเกิดขึ้นแม้ท้องฟ้าจะมืดครึ้มหรือฝนตกอยู่ก็ตาม ซึ่งความเข้าใจผิดนี้อาจเป็นตัวเร่งให้ฝ้าขึ้นหน้าชัดขึ้น ทำให้กลายเป็นปัญหาที่รักษาได้ยากกว่าเดิม

ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าฝ้าคืออะไร จริง ๆ แล้วฝ้าเกิดจากอะไร ทำไมฝนตกจึงไม่ใช่การปลอดภัยจากฝ้า และแนะนำวิธีรักษาฝ้าและป้องกันฝ้าในฤดูฝน พร้อมแนะนำโปรแกรม SMAPS จาก CHULA DOCTOR ที่ช่วยฟื้นฟูปัญหาผิว ฝ้า กระ จุดด่างดำอย่างลึกถึงระดับเซลล์

ฝ้าคืออะไร และประเภทของฝ้ามีอะไรบ้าง

ฝ้าคืออะไร? อาการเริ่มต้นของฝ้า และประเภทของฝ้า

เมื่อพูดถึงฝ้าหลายคนอาจคุ้นเคยกับปัญหาผิวที่ทำให้หน้าดูหมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน และยากต่อการปกปิด แต่จริง ๆ แล้วฝ้าคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร มีอาการเริ่มต้นแบบไหน และแบ่งออกเป็นกี่ประเภท ไปทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนที่จะเข้าสู่การดูแลและรักษาอย่างถูกวิธีกัน

ฝ้าคืออะไร? ฝ้าเป็นอย่างไร

ฝ้า หรือ Melasma คือจุดหรือแผ่นสีเข้มบนผิวหน้า เกิดจากการทำงานผิดปกติของเม็ดสี หรือที่เรียกว่า “เมลานิน” เมื่อเมลานินผลิตมากเกินไปในบริเวณใดบริเวณหนึ่งจะปรากฏเป็นฝ้า อาการเริ่มต้นของฝ้ามักเริ่มจากเป็นจุดเล็ก ๆ สีอ่อน ก่อนขยายเป็นแผ่นใหญ่และเข้มขึ้นเมื่อโดนกระตุ้นจากแสง รังสี หรือฮอร์โมน

ประเภทของฝ้า มีอะไรบ้าง ?

ฝ้ามีหลายประเภท โดยแบ่งตามลักษณะบริเวณการเกิดได้ดังนี้

  • ฝ้าตื้น (Epidermal melasma) — อยู่ในชั้นหนังกำพร้า
  • ฝ้าลึก (Dermal melasma) — อยู่ในชั้นหนังแท้
  • ฝ้าผสม (Mixed melasma) — มีทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึกร่วมกัน
  • บางคนมีฝ้ากระ จุดด่างดําร่วมด้วย ทำให้ผิวดูไม่เรียบ และมีหลายโทนสีผสมกัน

ฝ้าตรงโหนกแก้ม ฝ้าที่แก้มเกิดจากอะไร?

บริเวณยอดฮิตของฝ้าคือ โหนกแก้ม ซึ่งมักโดนแดดโดยตรง ฝ้าที่แก้มเกิดจากการโดนแดดซ้ำ ๆ เพราะโดนรังสี UV สะสม หรืออาจเกิดจากฮอร์โมนและปัจจัยภายใน เช่น ความเครียด บางคนอาจเเป็นฝ้าบนหน้า บริเวณหน้าผาก จมูก หรือคางร่วมด้วย

ฝ้าเกิดจากอะไร? ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมีอะไรบ้าง

การเกิดฝ้าไม่ได้มาจากแดดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหลายปัจจัยร่วมด้วย ได้แก่

  1. รังสียูวี (UVA / UVB) เป็นตัวกระตุ้นหลัก
  2. ฮอร์โมน — เช่น การตั้งครรภ์ ยาคุม ฮอร์โมนเพศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน เป็นต้น
  3. กรรมพันธุ์ / พันธุกรรม — คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นฝ้ามีโอกาสสูง
  4. การใช้สารเคมี / สารที่ระคายเคืองผิว — เช่น การใช้ครีมที่มีสารเคมีแรงเกินไป เป็นต้น
  5. ความเครียด / ภาวะอักเสบ / ภาวะผิวแพ้ง่าย
  6. สภาพแวดล้อม / มลพิษ / ความชื้น

เมื่อปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ฝ้าเกิดขึ้นหรือการเป็นฝ้าซ้ำได้ง่าย

ฝ้าขึ้นหน้า อาการเริ่มต้นที่ควรสังเกต

อาการเริ่มต้นของฝ้าอาจไม่ชัดเจน และหลายคนมองข้าม ซึ่งมักจะมีอาการเหล่านี้ ได้แก่

  • จุดสีอ่อน ๆ บนผิวหน้า เมื่อเวลาผ่านไปอาจเข้มขึ้น
  • เมื่อโดนแดด จุดเหล่านั้นจะชัดกว่าเบื้องต้น
  • บางครั้งอาจคันหรือรู้สึกแสบเล็กน้อยเมื่อโดนแดด
  • หากปล่อยไว้นาน ฝ้าจะขยายวงกว้างและกลายเป็นแผ่นแนวราบ

หากคุณเริ่มเห็นจุดเล็ก ๆ และเกิดซ้ำเมื่อโดนแดด ให้รีบปรับพฤติกรรม และหาวิธีรักษาฝ้าให้ทันเวลา

ความจริงที่ต้องรู้ รังสียูวียังทะลุเมฆและฝนได้

หลายคนมักคิดว่า “ฟ้าครึ้ม = ปลอดภัย” แต่ข้อเท็จจริงคือ แม้ท้องฟ้าจะมืดหรือฝนตกหนัก รังสีจากดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะรังสี UVA และ UVB ยังคงมีอยู่และสามารถเข้ามาทำร้ายผิวเราได้ การไม่ป้องกันผิวในวันที่ดูไม่มีแดดจึงเสมือนการปล่อยให้ผิวโดนรังสีจาง ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ฝ้าขึ้นหน้า หรือทำให้ฝ้าบนหน้าเป็นมากขึ้น

  1. UVA vs UVB ต่างกันยังไง และทำไมสำคัญกับฝ้า
    รังสี UVA มีความยาวคลื่นยาวกว่า จึงสามารถทะลุผ่านเมฆ ผ่านกระจก และลงลึกถึงชั้นหนังแท้ของผิวได้ เป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินทำงานมากขึ้นและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบสะสม ซึ่งส่งผลต่อการเกิดฝ้า และการทำให้ฝ้าเด่นชัดขึ้น ขณะที่ UVB มีพลังมากกว่าแต่ความลึกน้อยกว่า มักเกี่ยวข้องกับการไหม้แดด แต่ก็เป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นเมลาโนไซต์ให้ผลิตเมลานินมากขึ้นเช่นกัน
  2. เมฆไม่ได้กันรังสีทั้งหมด
    เมฆช่วยลดความเข้มของแสงตรง แต่ไม่ได้บล็อกรังสีทั้งหมด ทั้งรังสีที่ผ่านเมฆโดยตรงและรังสีกระจาย (diffuse radiation) ยังคงเข้าถึงผิวได้ ดังนั้น ถึงจะไม่มีแสงแดดส่องตรง ๆ ก็ยังมีรังสีที่ทำให้เม็ดสีตอบสนองและกระตุ้นให้ฝ้าเกิดจากกระบวนการผลิตเมลานินมากขึ้นได้
  3. การสะท้อนจากพื้นผิวและหยดน้ำช่วยเพิ่มความเสี่ยง
    พื้นเปียก พื้นผิวที่สะท้อน เช่น น้ำ ก่อให้เกิดการสะท้อนรังสีกลับมายังใบหน้า ทำให้ผิวได้รับแสงจากหลายทิศทางมากขึ้น นอกจากนี้ละอองน้ำบนผิวหรือเสื้อผ้าก็อาจทำให้ผิวชุ่มชื้นและไวต่อการถูกกระตุ้นจากแสงมากขึ้น
  4. แสงที่มองเห็นได้ก็มีผล โดยเฉพาะแสงสีน้ำเงิน (HEV)
    นอกจากรังสี UVA และ UVB แล้ว แสงช่วงที่เรามองเห็นได้ (โดยเฉพาะแสงสีน้ำเงินหรือ HEV) ก็มีงานวิจัยชี้ว่าอาจกระตุ้นการสร้างเม็ดสีในบางคน โดยเฉพาะในผิวสีคล้ำหรือผู้ที่มีแนวโน้มเป็นฝ้าได้ง่าย จึงไม่ควรมองข้ามแม้ในวันที่มีเมฆครึ้ม
  5. ผลสรุปเชิงปฏิบัติ
    เพราะเหตุนี้ การละเลยการทาครีมกันแดดในช่วงฝนหรือวันที่ฟ้าครึ้มจึงเท่ากับปล่อยให้ผิวโดนรังสีจาง ๆ สะสมทุกวัน ซึ่งสะสมจนเป็นสาเหตุให้ฝ้าที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ กลายเป็นแผ่นชัดขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรใช้ครีมกันแดดแบบ broad-spectrum (ป้องกันทั้ง UVA และ UVB) อย่างสม่ำเสมอ และสวมหมวก กางร่ม และลดเวลาที่อยู่กลางแจ้งนาน ๆ แม้ในหน้าฝน เพื่อปกป้องไม่ให้ฝ้ากลายเป็นปัญหาระยะยาว
วิธีป้องกันฝ้าในช่วงหน้าฝน ใครว่าหน้าฝนไม่มีแดดไม่ทำให้เกิดฝ้า ไม่จริง

วิธีป้องกันฝ้าในช่วงหน้าฝน

แม้ในวันที่ฝนตก แต่เราก็ยังต้องป้องกันผิวอย่างจริงจัง ด้วยวิธีต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่

  • ทาครีมกันแดดทุกวัน แม้ไม่มีแดดแรง เลือกสูตรที่ป้องกันทั้ง UVA และ UVB
  • กางร่ม ใส่หมวก หรือสวมเสื้อผ้าป้องกันรังสีอยู่เสมอ
  • ล้างหน้าให้สะอาดหลังโดนน้ำฝน
  • ใช้สกินแคร์ที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว และลดการอักเสบ
  • หลีกเลี่ยงสารเคมีที่แรงเกินไป หรือการทำทรีตเมนต์หรือเลเซอร์เกินความจำเป็น
  • ดูแลสุขภาพภายใน เช่น ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียดที่มากเกินไป

การป้องกันที่ดีจะช่วยลดโอกาสที่ฝ้าจะขึ้นหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ฝ้ารักษายังไง? ฝ้าทําไงหาย

การรักษาฝ้าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทของฝ้า และวิธีที่เลือกใช้ เช่น

  • รักษาฝ้าด้วยตัวเอง (ในกรณีฝ้าจาง ๆ) : ใช้ครีมลดฝ้า, สารไวท์เทนนิ่ง, วิตามินซี, กรดผลไม้ ฯลฯ
  • เลเซอร์ / IPL / เลเซอร์ Q-switch / Fractional / Pico ฯลฯ
  • เมโส / ฉีดสารต้านเม็ดสี / ฉีดลดฝ้า
  • ไอออนโต / เทคโนโลยีที่ช่วยผลักสารลงลึก
  • โปรแกรมการรักษาฝ้าไม่ใช้ความร้อน เห็นผลลัพธ์ระยะยาว เช่น SMAPS 

หลายครั้งการรักษาฝ้าต้องอาศัยการรวมหลายวิธีร่วมกัน และความสม่ำเสมอในการดูแลผิวหน้า สำหรับบางคนฝ้าที่สะสมมานานอาจยากที่จะให้หายขาด แต่สามารถจางลงและควบคุมไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้

บทสรุป ฝนตกไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยจากฝ้า

ถึงแม้ฝนตกหรือท้องฟ้ามืด แสงยูวีก็ยังสามารถทะลุเมฆมาทำร้ายผิวได้ การละเลยการป้องกันในช่วงหน้าฝน อาจเปิดโอกาสให้ฝ้าขึ้นหน้าได้ง่าย การรู้จักว่าฝ้าเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาฝ้าอย่างไร และฝ้าทําไงหาย จะช่วยให้คุณเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับผิวของคุณได้ อย่ารอให้เป็นฝ้ารุนแรงก่อนแล้วค่อยรีบดูแล เพราะในหลายกรณีฝ้าอาจฝังลึกและรักษาได้ยากกว่าที่คุณคิด

แนะนำโปรแกรม SMAPS ตัวช่วยรักษาฝ้าของ CHULA DOCTOR

หากคุณกำลังมองหาวิธีรักษาฝ้าที่ลึกถึงต้นเหตุ ไม่ใช้ความร้อน และต้องการผลลัพธ์ที่ยั่งยืน SMAPS เป็นโปรแกรมเฉพาะทางของ CHULADOCTOR Wellness ที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูปัญหาผิวหน้า เช่น ฝ้า กระ หลุมสิว ผิวแพ้ง่าย โดยใช้แนวคิด “เซลล์ซ่อมเซลล์” (Ultra Premium Quality) เพื่อทำให้ผิวหน้าแข็งแรง ลดการอักเสบ และลดโอกาสที่ฝ้าจะกลับมาเป็นซ้ำ

จุดเด่นของโปรแกรม SMAPS คือ

  • ไม่ใช้ความร้อน จึงลดโอกาสทำให้ผิวบางหรือเกิดแผลดำหลังทำ
  • ฟื้นฟูระดับเซลล์ผิว ช่วยปรับสมดุลการสร้างเม็ดสี ลดฝ้า กระ จุดด่างดำอย่างตรงจุด
  • เหมาะสำหรับผู้ที่เคยลองรักษาฝ้ามาแล้วแต่ไม่สำเร็จ หรือผิวไวต่อแสง
  • ติดตามผลและดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางของ CHULA DOCTOR

หากคุณกำลังมองหาวิธีรักษาฝ้าที่เน้นผลลัพธ์ในระยะยาว และต้องการให้ผิวกลับมาแข็งแรงขึ้นอย่างจริงจัง SMAPS อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ คุณสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ปรึกษาทีมแพทย์ หรือรับคำแนะนำเพื่อตรวจประเมินสภาพผิวแบบเฉพาะทางได้ที่ CHULADOCTOR Wellness ได้เลยค่ะ

สนใจปรึกษาฟรี
model

รับคำปรึกษาและรับ

สิทธิพิเศษ

กรุณากรอกเบอร์โทรเฉพาะตัวเลข 10 หลักเท่านั้น
close